ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

สถาบันอาหาร เผยยอดส่งออกอาหารครึ่งปีแรก 4.7 แสนล้านบาท คาดแนวโน้มปี 59 โตร้อยละ 7


สถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม เผยการส่งออกอาหารของไทยครึ่งปีแรกขยายตัวค่อนข้างดี อยู่ที่ร้อยละ 9.9 มูลค่า 474,847 ล้านบาท เหตุทั่วโลกประสบภัยแล้ง ค่าเงินบาทอยู่ในระดับที่เอื้อต่อการส่งออก และตลาดอาเซียนยังเติบโตดีโดยเฉพาะกลุ่มประเทศ CLMV สินค้าส่งออกหลักขยายตัวสูงทั้งปริมาณและมูลค่า อาทิ กุ้ง น้ผลไม้สับปะรดกระป๋อง น้ำตาลทราย นมพร้อมดื่ม และกะทิสเร็จรูป    เชื่อครึ่งปีหลังภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นต่อผลิตภัณฑ์อาหารในภาพรวมโดยเฉพาะสินค้าประมงไทย จะดีขึ้นหลังสหรัฐฯปรับสถานะของประเทศไทยมาอยู่ที่ระดับ Tier 2 คาดมูลค่าส่งออกอาหารของไทยทั้งปี 2559 จะเขยิบไปอยู่ที่ 972,000 ล้านบาทเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.0 สูงจากเดิมที่เคยประเมินไว้เมื่อต้นปีที่        ร้อยละ5.6  

นายยงวุฒิ เสาวพฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม เผยข้อมูลจากศูนย์อัจฉริยะเพื่ออุตสาหกรรมอาหาร ถึงภาพรวมการส่งออกอาหารของไทยช่วงไตรมาสที่ 2 ปี 2559      มีมูลค่า235,629 ล้านบาท เพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 5.2 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการที่หลายประเทศประสบภัยแล้ง ให้มีความต้องการนเข้าสินค้าอาหารเพื่อชดเชยผลผลิตพืชผลทางการเกษตรภายในประเทศที่ลดลง โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าพื้นฐานจพวกข้าว แป้ง และน้ตาล ประกอบกับค่าเงินบาทที่เคลื่อนไหวในช่วง 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นระดับที่เอื้ออนวยต่อการส่งออก นอกจากนี้ยังได้รับปัจจัยบวกจากการฟื้นตัวของวัตถุดิบในอุตสาหกรรมกุ้ง รวมทั้งเศรษฐกิจและการค้าในกลุ่ม CLMV ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคโดยเฉพาะอาหารเพิ่มสูงขึ้น

สำหรับภาพรวมการส่งออกอาหารไทยในช่วง 6 เดือนแรก(ม.ค.-มิ.ย. 2559) มีมูลค่า 474,847 ล้านบาท เพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 9.9 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยสินค้าส่งออกหลักขยายตัวเพิ่มขึ้นทั้งปริมาณและมูลค่าเกือบทุกกลุ่มสินค้า โดยมีสินค้าที่ขยายตัวสูงได้แก่ กุ้ง น้ผลไม้ สับปะรดกระป๋อง น้ำตาลทราย นมพร้อมดื่ม และกะทิสเร็จรูป ตลาดส่งออกหลักขยายตัวสูงมากในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน (+32.9%) ส่วนตลาดส่งออกอื่นๆ ขยายตัวดีในกลุ่มตลาดเดิม ได้แก่ ญี่ปุ่น (+9.0%) และสหรัฐฯ (+13.3%) เนื่องจากการส่งออกสินค้าหลัก อาทิ สับปะรด กระป๋อง กุ้งแช่แข็ง กลับมาขยายตัวเพิ่มขึ้นหลังจากปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบคลายตัวลง ส่วนตลาดใหม่ที่เป็นตลาดที่มีขนาดตลาดรองลงไปส่วนใหญ่หดตัวลง ได้แก่ แอฟริกา(-6.1%) และตะวันออกกลาง (-14.2%) โดยมีสาเหตุจากราคาน้มันที่ตกต่ ให้ผู้บริโภคมีกลังซื้อลดลง ขณะที่ตลาดจีนขยายตัวเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 0.1 เนื่องจากการส่งออกสินค้าหลัก อย่างมันสปะหลังที่ลดลง ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ข้าวโพดในประเทศจีนมีราคาถูกและนำมาใช้ทดแทนมันสปะหลังมากขึ้น รวมทั้งวัตถุดิบมันสปะหลังของไทยมีปริมาณลดลงจากภัยแล้ง

สำหรับแนวโน้มการส่งออกอาหารของไทยในครึ่งหลังของปี2559 คาดว่าจะมีมูลค่า 497,153 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อัตราขยายตัวต่ำกว่าในครึ่งปีแรก โดยการส่งออกในไตรมาสที่ 3 ปี 2559 คาดว่าจะมีมูลค่า 240,316 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.7 และการส่งออกในไตรมาสที่ 4 คาดว่าจะมีมูลค่า 256,837 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.7 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยสนับสนุนการส่งออกสคัญ ได้แก่วัตถุดิบหลักโดยเฉพาะกุ้งที่มีปริมาณเพิ่มขึ้นมาก มีการขยายตัวของการส่งออกไปยังกลุ่มประเทศอาเซียนโดยเฉพาะ CLMV ประกอบกับสหรัฐฯ ปรับสถานะของประเทศไทยมาอยู่ที่ระดับ Tier 2 (Watch list) จากเดิมระดับ Tier 3 ในรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ฯ เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2559 ที่ผ่านมา ซึ่งมีส่วนช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์สินค้าไทยให้ปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะสินค้าประมง รวมทั้งราคาสินค้าอาหารในตลาดโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยสินค้าส่งออกหลักของไทยที่จะได้รับประโยชน์จากภาวการณ์ดังกล่าว ได้แก่ ข้าว น้ำตาลทราย น้มันปาล์มเป็นต้น

นายยงวุฒิ กล่าวต่อว่า ภาพรวมการส่งออกอาหารของไทยทั้งปี2559 คาดว่าจะมีมูลค่า 972,000 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.0 เพิ่มขึ้นจากเดิมที่เคยประมาณการไว้ในช่วงต้นปีที่มูลค่า 950,000 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 5.6 เนื่องจากกุ้งและสับปะรด มีปริมาณผลผลิตเพิ่มมากขึ้น ค่าเงินบาทอยู่ในระดับที่เอื้อต่อการส่งออก หลายประเทศต้องการนเข้าสินค้าอาหารมากขึ้น เพื่อชดเชยผลผลิตในประเทศที่ลดลงจากสถานการณ์ภัยแล้งเช่นเดียวกับในช่วงครึ่งปีแรก และจะเอื้อต่อการส่งออกในครึ่งปีหลัง นอกจากนี้ยังมีปัจจัยใหม่ที่จะส่งผลกระทบด้านบวกต่ออุตสาหกรรมอาหารไทยในครึ่งปีหลัง                  คือ ภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของสินค้าประมงไทยมีแนวโน้มดีขึ้น รวมทั้งแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกที่จะส่งผลดีต่อสินค้าส่งออกหลักของไทย อาทิ ข้าว ้ำตาลทราย น้มันปาล์ม เป็นต้น

สินค้าส่งออกหลักที่คาดว่ามูลค่าการส่งออกจะขยายตัวเพิ่มขึได้แก่ น้ตาลทราย (+5.2%), ไก่ (+4.6%), ปลาทูน่ากระป๋อง (+6.2%), กุ้ง (+31.1%), น้ผลไม้ (+28.7%), สับปะรดกระป๋อง (+21.0%), เครื่องปรุงรส (+9.3%), อาหารพร้อมรับประทาน (+3.7%), กะทิสเร็จรูป(+18.8%), นมพร้อมดื่ม (+12.4%) ส่วนสินค้าส่งออกที่คาดว่าจะมีมูลค่าส่งออกลดลง ได้แก่ ข้าว (-3.7%) และมันสปะหลัง        (-9.3%)

.................................................................................


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

สถาบันอาหาร - OTAGAI Forum Association ทำ MOU แลกเปลี่ยนข้อมูลหนุนเอสเอ็มอีไทย-ญี่ปุ่น

นายบรรสาน  บุนนาค เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว   (แถวยืนที่  4  จากซ้าย) ร่วมเป็นสักขีพยานลงนามความร่วมมือบันทึกข้อตกลง (MOU)   ระหว่าง  นา ยยงวุฒิ   เสาวพฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร (แถวนั่งขวา)   และ Mr.Daisuke Matsushima, Joint CEO of Otagai Forum Association   (แถวนั่งซ้าย)  โดยมี ผู้แทนจาก  OTAGAI Forum Association  และ ผู้แทนจ ากสถานทูตไทยประจำกรุงโตเกียว ให้เกียรติร่วมงาน  ณ สถานทูตไทยประจำกรุงโตเกียว   ประเทศญี่ปุ่น  เมื่อเร็วๆ นี้    เพื่อสร้างความร่วมมือด้านการ แลกเปลี่ยนข้อมูลและกิจกรรมที่สนับสนุนให้เกิดการเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยและญี่ปุ่นได้ใช้ประโยชน์ ภายใต้  OTAGAI  Project  ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อให้ทั้งสองประเทศเกิดการพัฒนาธุรกิจ ระดับเอสเอ็มอี ใหม่ๆ   ในอนาคต

สถาบันอาหาร ทำ MOU กับ TAITRA ส่งเสริมการค้าการลงทุนด้านอาหารระหว่างไทย-ไต้หวัน

นายยงวุฒิ   เสาวพฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม(คนขวา) และ               มร.ไซมอน หวัง รองประธานกรรมการบริหาร สภาส่งเสริมการค้าและการส่งออก...

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม จับมือสถาบันอาหาร ยกระดับคลัสเตอร์ผลไม้แปรรูปชายฝั่งตะวันออก มอบเครื่องหมาย “ผลิตภัณฑ์ผลไม้แปรรูประดับคุณภาพดีเยี่ยม” มุ่งมาตรฐานส่งออก

  รร.มณีจันท์รีสอร์ท  จ. จันทบุรี///   กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม  ร่วมกับ สถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม  จัดพิธีมอบโล่เกียรติคุณและเครื่องหมาย  “ผลิตภัณฑ์ผลไม้แปรรูประดับคุณภาพดีเยี่ยม”   หรือ  ECF  เพื่อการันตีคุณภาพมาตรฐานส่งออก มีผู้ประกอบการผ่านการคัดสรร  11  ราย รวม  16  ผลิตภัณฑ์      ทุเรียน แปรรูป มาแรงคว้าไป  8  ผลิตภัณฑ์ ที่เหลือเป็นผลิตภัณฑ์จาก กล้วยหอม ขนุน  มังคุด และลูกสำรอง  หนุนสมาชิกคลัสเตอร์ผลไม้แปรรูป พื้นที่ชายฝั่งภา คต ะวันออก ( ระยอง   จันทบุรี   และตราด )   ให้พัฒนาตนเองทั้งด้านการผลิตและการตลาด มุ่ง สร้างภาพลักษณ์ผลิตภัณฑ์ผลไม้คุณภาพและขยายช่องทางการจำหน่าย       เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ของสมาชิกให้แข่งขันกันพัฒนาและสร้างมูลค่าเพิ่ม สามารถสร้างรายได้และความเข้มแข็งให้แก่สมาชิกคลัสเตอร์และเครือข่ายอย่างยั่งยืน  ปีนี้ตั้งเป้าเพิ่มยอดขายได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ  9 นางกานต์เปรมปรีดิ์ ชิตานนท์  รองผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี  ...